รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้างทั้งที่ยังไม่จด VAT ต้องจัดการบัญชีและภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง
- 1. กรณีศึกษารับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง 2 ล้านบาท
- 2. รับเงินล่วงหน้าแต่ยังไม่มีผลงาน ควรบันทึกบัญชีอย่างไร
- 3. เงิน Advance งานก่อสร้างกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
- 4. ยังไม่จด VAT เมื่อรับเงินล่วงหน้าต้องระวังอะไร
- 5. เมื่อรายรับสะสมเกินเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาท
- 6. เงินล่วงหน้างวดที่สองต้องรับรู้เป็นรายได้ทันทีหรือไม่
- 7. รายได้งานก่อสร้างควรรับรู้เมื่อใด
- 8. ซื้อวัสดุก่อนและหลังจด VAT มีผลต่างกันอย่างไร
- 9. การหักคืน Advance เมื่อเบิกค่างวด
- 10. Retention หรือเงินประกันผลงานต้องจัดการอย่างไร
- 11. อากรแสตมป์ของสัญญารับเหมาก่อสร้าง
- 12. ข้อมูลที่ควรเตรียมสำหรับปิดบัญชีสิ้นปี
- 13. เงินเข้าบัญชีไม่ได้หมายความว่าเป็นรายได้ทั้งหมด
- 14. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง
- 15. สรุปแนวทางสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง
- 16. กฎหมายและเอกสารอ้างอิง
การรับเงินล่วงหน้า หรือ Advance Payment เป็นเงื่อนไขที่พบได้บ่อยในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะผู้รับเหมามักต้องใช้เงินทุนก่อนเริ่มงานสำหรับซื้อวัสดุ จัดเตรียมแรงงาน เตรียมพื้นที่ และบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของโครงการ แต่ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักสงสัยคือ เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้วจะต้องถือเป็นรายได้ทันทีหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
คำตอบของเรื่องนี้ไม่ควรพิจารณาจากยอดเงินเข้าธนาคารเพียงอย่างเดียว เพราะเงินก้อนเดียวกันสามารถมีผลแตกต่างกันระหว่างทางบัญชีและทางภาษี เงินที่กิจการได้รับมาแล้วอาจยังมีสถานะเป็นเงินรับล่วงหน้าในทางบัญชี แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจต้องนำมาพิจารณาเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเกณฑ์การเข้าสู่ระบบ VAT
บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด มองว่า จุดสำคัญของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคือการแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า เงินที่ได้รับเป็น Advance เท่าใด ผลงานที่เกิดขึ้นจริงมีมูลค่าเท่าใด มีภาษีถูกหักไว้เท่าใด และยอดใดเกี่ยวข้องกับ VAT การจัดระบบข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มสัญญาจะช่วยลดความสับสนเมื่อมีการเบิกค่างวด รับรู้รายได้ และปิดบัญชีในภายหลัง
1. กรณีศึกษารับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง 2 ล้านบาท
สมมติบริษัทแห่งหนึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และในวันที่เริ่มประกอบกิจการบริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทได้ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและได้รับเงินล่วงหน้างวดแรกจำนวน 1,000,000 บาท ทั้งที่งานก่อสร้างยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ
ต่อมาในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ทำให้เงินที่ได้รับจากสัญญาก่อสร้างสะสมรวมเป็น 2,000,000 บาท กรณีนี้จึงเกี่ยวข้องพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การบันทึกเงินรับล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การพิจารณาเกณฑ์ VAT ตลอดจนจังหวะการรับรู้รายได้ค่าก่อสร้าง
ข้อสังเกตจากกล่องทองการบัญชี ก่อนจะพิจารณาว่าเงินจำนวนใดเป็นรายได้ ผู้ประกอบการควรแยกคำถามออกเป็นสองส่วน คือ บริษัทได้รับเงินแล้วหรือยัง และบริษัทได้สร้างผลงานตามสัญญาแล้วเพียงใด เพราะสองเหตุการณ์นี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
2. รับเงินล่วงหน้าแต่ยังไม่มีผลงาน ควรบันทึกบัญชีอย่างไร
หากบริษัทยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือยังไม่มีผลงานเกิดขึ้น การที่ผู้ว่าจ้างโอนเงินมาให้ก่อนยังไม่ใช่เหตุให้ต้องบันทึกเงินทั้งหมดเป็นรายได้ค่าก่อสร้างทันที เพราะบริษัทยังมีภาระที่จะต้องส่งมอบงานก่อสร้างให้แก่ผู้ว่าจ้างในอนาคต
ในทางบัญชี เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง หรือหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ตัวอย่าง หาก Advance ตามสัญญาเท่ากับ 1,000,000 บาท และผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% รายการบัญชีจะสะท้อนเงินที่บริษัทได้รับสุทธิพร้อมกับภาษีที่ถูกหักไว้
| รายการบัญชี | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| เงินฝากธนาคาร | 970,000 | |
| ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย | 30,000 | |
| เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง | 1,000,000 |
ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทมีเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้างจำนวน 1,000,000 บาท แต่ยังไม่มีเหตุที่จะรับรู้เป็นรายได้ค่าก่อสร้างทั้งหมดทันที หากยังไม่มีเนื้องานเกิดขึ้นตามสัญญา
มาตรฐาน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 มีหลักการเฉพาะเกี่ยวกับสัญญาก่อสร้าง โดยการรับรู้รายได้สัมพันธ์กับผลของงานก่อสร้างและขั้นความสำเร็จของงาน ไม่ได้พิจารณาจากการที่ลูกค้าได้ชำระเงินมาแล้วเพียงอย่างเดียว
3. เงิน Advance งานก่อสร้างกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และมีการจ่ายเงินล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง เงิน Advance ดังกล่าวมีหลักให้ผู้ว่าจ้างหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของจำนวนเงินที่จ่าย
ตัวอย่าง เงิน Advance จำนวน 1,000,000 บาท เมื่อนำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จะเท่ากับ 30,000 บาท บริษัทผู้รับเหมาจึงได้รับเงินสุทธิ 970,000 บาท และมีภาษีที่ถูกหักไว้ 30,000 บาท
ภาษีจำนวน 30,000 บาทที่ถูกหักไว้ไม่ได้ถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท แต่เป็นสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์
4. ยังไม่จด VAT เมื่อรับเงินล่วงหน้าต้องระวังอะไร
ในกรณีตัวอย่าง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทมีรายรับจากกิจการจำนวน 1,000,000 บาท จึงยังไม่เกินเกณฑ์กิจการขนาดย่อม 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ผู้ประกอบการต้องแยกให้ชัดว่า สถานะทางบัญชีกับการพิจารณา VAT เป็นคนละประเด็นกัน
แม้ในทางบัญชีเงินจำนวนนี้จะยังถูกบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้า แต่ในด้าน VAT เงิน Advance ที่ได้รับจากบริการรับเหมาก่อสร้างเกี่ยวข้องกับฐานภาษี และความรับผิดของ VAT สำหรับบริการมีหลักเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงิน ดังนั้นเงิน 1,000,000 บาทแรกจึงต้องนำมาสะสมเพื่อพิจารณาว่ารายรับของกิจการถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทแล้วหรือไม่
มุมมองจากกล่องทองการบัญชี ผู้รับเหมาที่มีสัญญามูลค่าสูงควรติดตามยอดเงินรับสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ควรรอจนเงินเข้าบัญชีใกล้ 1.8 ล้านบาทแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ เพราะยอดรายได้ทางบัญชีกับยอดที่ใช้ติดตามหน้าที่ด้าน VAT อาจไม่เหมือนกัน
5. เมื่อรายรับสะสมเกินเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ทำให้ยอดเงินรับสะสมจากสัญญาก่อสร้างรวมเป็น 2,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| เงินล่วงหน้างวดแรก | 1,000,000 บาท |
| เงินล่วงหน้างวดที่สอง | 1,000,000 บาท |
| รายรับสะสม | 2,000,000 บาท |
| เกณฑ์ VAT | 1,800,000 บาท |
| ส่วนที่เกินเกณฑ์ | 200,000 บาท |
ตามกรณีศึกษา วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นวันที่รายรับสะสมเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท แนววินิจฉัยสำหรับกิจการรับเหมาก่อสร้างที่บทความต้นฉบับนำมาใช้อธิบายระบุว่า เมื่อรายรับเกินเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสีย VAT ในส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาท
หากเงินที่ได้รับเป็นราคาก่อน VAT ส่วนที่เกินในตัวอย่างเท่ากับ 200,000 บาท และ VAT 7% เท่ากับ 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากสัญญาระบุว่าราคาค่าก่อสร้างรวม VAT หรือรวมภาษีทุกประเภทไว้แล้ว วิธีพิจารณาจำนวนที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้ว่าจ้างอาจแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบข้อความในสัญญาประกอบ
6. เงินล่วงหน้างวดที่สองต้องรับรู้เป็นรายได้ทันทีหรือไม่
แม้เงินที่เข้าบัญชีรวมกันจะมีจำนวน 2,000,000 บาทแล้ว แต่หากยังไม่มีผลงานก่อสร้างเกิดขึ้น การได้รับเงินไม่ได้ทำให้บริษัทต้องรับรู้รายได้ค่าก่อสร้างทั้ง 2,000,000 บาทโดยอัตโนมัติ เงิน Advance งวดที่สองจึงยังบันทึกในลักษณะเดียวกับงวดแรก
| รายการบัญชี | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| เงินฝากธนาคาร | 970,000 | |
| ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย | 30,000 | |
| เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง | 1,000,000 |
หลังจากรับเงินสองงวด บริษัทจึงมีเงินรับล่วงหน้าสะสม 2,000,000 บาท และหากผู้ว่าจ้างหักภาษี 3% ทั้งสองครั้ง บริษัทจะมีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายสะสม 60,000 บาท
7. รายได้งานก่อสร้างควรรับรู้เมื่อใด
หัวใจของประเด็นนี้อยู่ที่การแยก “เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว” ออกจาก “รายได้ค่าก่อสร้างที่กิจการควรรับรู้” เพราะยอดเงินที่ได้รับจากลูกค้าอาจมากหรือน้อยกว่ามูลค่างานที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาเดียวกัน
บทความต้นฉบับอ้างหลักเกณฑ์ในคำสั่ง ท.ป.1/2528 ข้อ 3.6 ซึ่งกำหนดให้การคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างพิจารณาตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป
ตัวอย่าง หากมูลค่าสัญญาก่อสร้างทั้งโครงการเท่ากับ 10,000,000 บาท และเมื่อถึงสิ้นปีมีงานก่อสร้างที่เสร็จแล้ว 40% รายได้สะสมที่ควรนำมาพิจารณาจึงอยู่ที่ประมาณ 4,000,000 บาท ไม่ใช่ดูเพียงว่าลูกค้าได้จ่ายเงินมาแล้ว 2,000,000 บาทหรือ 3,000,000 บาท
คำแนะนำจาก บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างควรติดตามมูลค่าสัญญา ผลงานสะสม และต้นทุนของแต่ละโครงการควบคู่กับยอดเงินรับ เพราะหากใช้สเตทเมนต์ธนาคารเป็นเกณฑ์รับรู้รายได้เพียงอย่างเดียว ตัวเลขรายได้และกำไรของแต่ละรอบบัญชีอาจไม่สะท้อนผลงานจริงของโครงการ
8. ซื้อวัสดุก่อนและหลังจด VAT มีผลต่างกันอย่างไร
ประเด็นภาษีซื้อเป็นอีกเรื่องที่ผู้รับเหมาซึ่งเริ่มกิจการโดยยังไม่ได้จด VAT ต้องให้ความสำคัญ หากซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนวันที่สถานะการจดทะเบียน VAT มีผล แม้ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและมี VAT รวมอยู่ในราคาซื้อ ภาษีซื้อดังกล่าวอาจไม่สามารถนำมาเครดิตกับภาษีขายได้ตามหลักเกณฑ์
ในทางบัญชี VAT ที่ไม่สามารถเรียกคืนได้จึงต้องพิจารณารวมเข้าเป็นต้นทุนของวัสดุหรือต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ส่วนการซื้อที่เกิดขึ้นภายหลังจากกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT แล้ว และได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อที่มีสิทธิสามารถแยกบันทึกเพื่อนำไปหักกับภาษีขายได้
ผู้รับเหมาที่มีรายรับกำลังเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาทจึงควรติดตามสถานะการจด VAT ล่วงหน้า ไม่ควรรอให้ยอดเงินรับเกินเกณฑ์แล้วจึงเริ่มพิจารณาเรื่องเอกสารและภาษีซื้อ
9. การหักคืน Advance เมื่อเบิกค่างวด
สัญญาก่อสร้างโดยทั่วไปอาจกำหนดให้ผู้ว่าจ้างจ่าย Advance ก่อนเริ่มงาน และเมื่อมีผลงานในแต่ละงวด ผู้ว่าจ้างจะทยอยหักคืนเงิน Advance จากค่างวดที่ต้องจ่ายให้ผู้รับเหมา
เมื่อเงิน Advance เคยถูกนำไปพิจารณาภาษีแล้ว การจ่ายค่างวดภายหลังต้องพิจารณาฐาน VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากส่วนที่เหลือหลังหัก Advance ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการนำเงินจำนวนเดียวกันมาคำนวณซ้ำ
| รายละเอียด | จำนวนเงิน |
|---|---|
| มูลค่างานงวดหนึ่ง | 3,000,000 บาท |
| หักคืน Advance | 600,000 บาท |
| ยอดที่เหลือหลังหัก Advance | 2,400,000 บาท |
กิจการจึงควรจัดทำตาราง Advance Recovery แยกเป็นรายงวดและรายโครงการ เพื่อให้ยอดที่หักคืนสามารถเชื่อมโยงกับใบแจ้งหนี้ การคำนวณ VAT และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง
10. Retention หรือเงินประกันผลงานต้องจัดการอย่างไร
อีกเงื่อนไขหนึ่งที่พบได้บ่อยในสัญญาก่อสร้างคือการที่ผู้ว่าจ้างหักเงินประกันผลงาน หรือ Retention เช่น 5% ของค่างวด และเก็บไว้จนกว่าจะพ้นระยะรับประกันผลงาน
Retention มีลักษณะแตกต่างจาก Advance อย่างชัดเจน เพราะ Advance คือเงินที่ผู้รับเหมาได้รับล่วงหน้า ส่วน Retention คือเงินที่ผู้ว่าจ้างยังไม่ได้จ่ายให้ผู้รับเหมาในทันที ตามเนื้อหาต้นฉบับ การพิจารณา VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายของ Retention จึงสัมพันธ์กับจังหวะที่ได้รับชำระเงินคืนในภายหลัง
ในทางบัญชี Retention ไม่ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่ควรติดตามเป็นลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสิทธิที่กิจการจะได้รับคืนเมื่อเงื่อนไขตามสัญญาครบถ้วน
11. อากรแสตมป์ของสัญญารับเหมาก่อสร้าง
นอกจาก VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังต้องให้ความสำคัญกับอากรแสตมป์ สัญญารับเหมาก่อสร้างเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยต้นฉบับระบุอัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท และผู้รับจ้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร
สำหรับตราสารจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ ผู้รับเหมาจึงควรตรวจสอบเรื่องอากรแสตมป์ตั้งแต่วันที่จัดทำสัญญา ไม่ควรรอจนถึงช่วงปิดบัญชีจึงเริ่มดำเนินการ
12. ข้อมูลที่ควรเตรียมสำหรับปิดบัญชีสิ้นปี
การปิดบัญชีของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไม่ควรดูเพียงยอดเงินเข้าออกจากบัญชีธนาคาร เพราะเงินที่รับจากลูกค้าบางส่วนอาจเป็น Advance ขณะที่วัสดุบางรายการอาจยังไม่ได้ใช้ในงาน และงานบางส่วนอาจเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน
ณ วันสิ้นรอบบัญชี กิจการควรสามารถระบุได้ว่ามูลค่าสัญญาของแต่ละโครงการเท่าใด งานทำเสร็จแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเท่าใด ประมาณการต้นทุนที่ต้องใช้จนจบโครงการอีกเท่าใด มี Advance คงเหลือเท่าใด มี Retention เท่าใด และมีค่างานที่รับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บหรือไม่
ข้อสังเกตจากกล่องทองการบัญชี หากกิจการจัดเก็บข้อมูลแยกรายโครงการตั้งแต่ต้น การปิดบัญชีจะไม่ต้องย้อนกลับไปไล่หาว่าเงินก้อนใดเป็นของโครงการใด หรือวัสดุและค่าแรงรายการใดเกี่ยวข้องกับงานใด ข้อมูลจึงควรเชื่อมโยงกับโครงการตั้งแต่วันที่เกิดรายการ
13. เงินเข้าบัญชีไม่ได้หมายความว่าเป็นรายได้ทั้งหมด
กรณีศึกษาที่บริษัทได้รับ Advance 1,000,000 บาทในเดือนเมษายน และอีก 1,000,000 บาทในเดือนกรกฎาคม แสดงให้เห็นชัดว่าเงินก้อนเดียวกันต้องถูกมองในหลายมิติ ไม่สามารถใช้ยอดเงินเข้าบัญชีเป็นคำตอบสำหรับทุกเรื่องได้
ด้านการบันทึกบัญชี
เงิน Advance อาจยังเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง หากกิจการยังไม่ได้สร้างผลงานตามสัญญา จึงไม่ควรนำยอดเงินรับทั้งหมดไปบันทึกเป็นรายได้ค่าก่อสร้างโดยอัตโนมัติ
ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การจ่าย Advance สำหรับงานรับเหมาก่อสร้างมีหลักให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% โดยภาษีที่ถูกหักไว้เป็นเครดิตภาษีของบริษัทผู้รับเหมา
ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม
เงิน Advance มีผลต่อการพิจารณาฐานภาษีและยอดรายรับสะสม เมื่อยอดถึงระดับที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท กิจการต้องพิจารณาหน้าที่ด้าน VAT ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างต้องพิจารณาตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ใช้ยอดเงินเข้าธนาคารเป็นรายได้โดยอัตโนมัติ
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจึงควรวางระบบบัญชีแบบ Project Accounting หรือ Job Costing ตั้งแต่เริ่มโครงการ และติดตาม Advance, Progress Billing, Retention, VAT, WHT และต้นทุนของแต่ละโครงการให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
14. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง
รับเงินล่วงหน้าแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน ต้องลงเป็นรายได้หรือไม่
โดยหลักไม่ควรถือว่าการได้รับเงินเพียงอย่างเดียวทำให้ต้องบันทึกรายได้ค่าก่อสร้างทั้งหมดทันที หากยังไม่มีเนื้องานเกิดขึ้น เงินดังกล่าวอาจมีสถานะเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง และจึงต้องพิจารณาการรับรู้รายได้ตามผลงานที่เกิดขึ้น
Advance งานก่อสร้างถูกหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การจ่ายเงิน Advance สำหรับงานรับเหมาก่อสร้างมีหลักให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% ตามรายละเอียดที่ต้นฉบับอ้างอิงจากคำสั่ง ป.73/2541
เมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต้องพิจารณา VAT หรือไม่
หากรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท จะเกิดหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย และสำหรับตัวอย่างกิจการรับเหมาก่อสร้างในบทความ มีการพิจารณาภาษีในส่วนของรายรับที่เกินเกณฑ์ดังกล่าว
เงินมัดจำกับ Advance เหมือนกันหรือไม่
ต้องพิจารณาจากสาระของสัญญาและข้อเท็จจริง ไม่ควรดูจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว หากเงินที่เรียกว่า “มัดจำ” สามารถนำไปหักจากค่าก่อสร้างในอนาคต เงินดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นค่าบริการรับล่วงหน้าหรือ Advance และมีผลทางภาษีตามข้อเท็จจริงนั้น
รายได้งานก่อสร้างดูจากยอดเบิกค่างวดได้หรือไม่
ไม่ควรใช้ยอดเบิกค่างวดหรือยอดเงินที่ได้รับเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เพราะการคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างต้องพิจารณาตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จตามวิธีการบัญชีที่เกี่ยวข้อง
15. สรุปแนวทางสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความซับซ้อนกว่าการดูเพียงว่าเงินเข้าบัญชีเมื่อใด เพราะวันที่รับเงิน วันที่เกิด VAT วันที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย วันที่เบิกค่างวด และวันที่ควรรับรู้รายได้ทางบัญชีอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน
หากกิจการไม่มีระบบติดตามที่ดี อาจเกิดปัญหารับรู้รายได้ผิดงวด จด VAT ล่าช้า ใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ถูกคำนวณภาษีซ้ำ หรือทำให้กำไรของแต่ละโครงการคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
การวางระบบบัญชีจึงควรเริ่มก่อนรับเงิน Advance โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงหรือกิจการที่รายรับกำลังเข้าใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท การแยกข้อมูลเป็นรายโครงการจะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงสัญญา เงินรับ ค่างวด ต้นทุน ภาษี และผลงานที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ
บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด ให้บริการด้านบัญชี ภาษี และการวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยให้ความสำคัญกับการจัดระบบข้อมูล Advance, Progress Billing, Retention, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้นทุนแยกรายโครงการ เพื่อช่วยให้กิจการสามารถติดตามข้อมูลได้อย่างถูกต้องและรองรับการปิดบัญชีรวมถึงการยื่นภาษีอย่างเป็นระบบ
หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การพิจารณาทางบัญชีและภาษีควรตรวจสอบเงื่อนไขของสัญญา ลักษณะเงินที่ได้รับ สถานะของผู้ว่าจ้าง และข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการประกอบ
16. กฎหมายและเอกสารอ้างอิง
กฎหมาย มาตรฐาน และเอกสารที่บทความต้นฉบับนำมาใช้ประกอบเนื้อหา
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำหรือเงินจอง
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 3.6 เรื่องการคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ
- หนังสือกรมสรรพากร กค 0811/4503 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและ VAT กรณีหักคืนเงินรับล่วงหน้า
- หนังสือกรมสรรพากร กค 0702/พ./400 เรื่องการจดทะเบียน VAT และฐานภาษีกรณีผู้รับเหมาก่อสร้างมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
- บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 4 จ้างทำของ กรมสรรพากร
- มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 สภาวิชาชีพบัญชี

