รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้างทั้งที่ยังไม่จด VAT ต้องจัดการบัญชีและภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง

รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้างทั้งที่ยังไม่จด VAT ต้องจัดการบัญชีและภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง

สารบัญเนื้อหา

การรับเงินล่วงหน้า หรือ Advance Payment เป็นเงื่อนไขที่พบได้บ่อยในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะผู้รับเหมามักต้องใช้เงินทุนก่อนเริ่มงานสำหรับซื้อวัสดุ จัดเตรียมแรงงาน เตรียมพื้นที่ และบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของโครงการ แต่ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักสงสัยคือ เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้วจะต้องถือเป็นรายได้ทันทีหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำตอบของเรื่องนี้ไม่ควรพิจารณาจากยอดเงินเข้าธนาคารเพียงอย่างเดียว เพราะเงินก้อนเดียวกันสามารถมีผลแตกต่างกันระหว่างทางบัญชีและทางภาษี เงินที่กิจการได้รับมาแล้วอาจยังมีสถานะเป็นเงินรับล่วงหน้าในทางบัญชี แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจต้องนำมาพิจารณาเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเกณฑ์การเข้าสู่ระบบ VAT

บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด มองว่า จุดสำคัญของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคือการแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า เงินที่ได้รับเป็น Advance เท่าใด ผลงานที่เกิดขึ้นจริงมีมูลค่าเท่าใด มีภาษีถูกหักไว้เท่าใด และยอดใดเกี่ยวข้องกับ VAT การจัดระบบข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มสัญญาจะช่วยลดความสับสนเมื่อมีการเบิกค่างวด รับรู้รายได้ และปิดบัญชีในภายหลัง

1. กรณีศึกษารับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง 2 ล้านบาท

สมมติบริษัทแห่งหนึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และในวันที่เริ่มประกอบกิจการบริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทได้ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและได้รับเงินล่วงหน้างวดแรกจำนวน 1,000,000 บาท ทั้งที่งานก่อสร้างยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ

ต่อมาในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ทำให้เงินที่ได้รับจากสัญญาก่อสร้างสะสมรวมเป็น 2,000,000 บาท กรณีนี้จึงเกี่ยวข้องพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การบันทึกเงินรับล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การพิจารณาเกณฑ์ VAT ตลอดจนจังหวะการรับรู้รายได้ค่าก่อสร้าง

ข้อสังเกตจากกล่องทองการบัญชี ก่อนจะพิจารณาว่าเงินจำนวนใดเป็นรายได้ ผู้ประกอบการควรแยกคำถามออกเป็นสองส่วน คือ บริษัทได้รับเงินแล้วหรือยัง และบริษัทได้สร้างผลงานตามสัญญาแล้วเพียงใด เพราะสองเหตุการณ์นี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

2. รับเงินล่วงหน้าแต่ยังไม่มีผลงาน ควรบันทึกบัญชีอย่างไร

หากบริษัทยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือยังไม่มีผลงานเกิดขึ้น การที่ผู้ว่าจ้างโอนเงินมาให้ก่อนยังไม่ใช่เหตุให้ต้องบันทึกเงินทั้งหมดเป็นรายได้ค่าก่อสร้างทันที เพราะบริษัทยังมีภาระที่จะต้องส่งมอบงานก่อสร้างให้แก่ผู้ว่าจ้างในอนาคต

ในทางบัญชี เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง หรือหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ตัวอย่าง หาก Advance ตามสัญญาเท่ากับ 1,000,000 บาท และผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% รายการบัญชีจะสะท้อนเงินที่บริษัทได้รับสุทธิพร้อมกับภาษีที่ถูกหักไว้

รายการบัญชีเดบิตเครดิต
เงินฝากธนาคาร 970,000  
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 30,000  
เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง   1,000,000

ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทมีเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้างจำนวน 1,000,000 บาท แต่ยังไม่มีเหตุที่จะรับรู้เป็นรายได้ค่าก่อสร้างทั้งหมดทันที หากยังไม่มีเนื้องานเกิดขึ้นตามสัญญา

มาตรฐาน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 มีหลักการเฉพาะเกี่ยวกับสัญญาก่อสร้าง โดยการรับรู้รายได้สัมพันธ์กับผลของงานก่อสร้างและขั้นความสำเร็จของงาน ไม่ได้พิจารณาจากการที่ลูกค้าได้ชำระเงินมาแล้วเพียงอย่างเดียว

3. เงิน Advance งานก่อสร้างกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และมีการจ่ายเงินล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง เงิน Advance ดังกล่าวมีหลักให้ผู้ว่าจ้างหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของจำนวนเงินที่จ่าย

ตัวอย่าง เงิน Advance จำนวน 1,000,000 บาท เมื่อนำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จะเท่ากับ 30,000 บาท บริษัทผู้รับเหมาจึงได้รับเงินสุทธิ 970,000 บาท และมีภาษีที่ถูกหักไว้ 30,000 บาท

ภาษีจำนวน 30,000 บาทที่ถูกหักไว้ไม่ได้ถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท แต่เป็นสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์

4. ยังไม่จด VAT เมื่อรับเงินล่วงหน้าต้องระวังอะไร

ในกรณีตัวอย่าง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทมีรายรับจากกิจการจำนวน 1,000,000 บาท จึงยังไม่เกินเกณฑ์กิจการขนาดย่อม 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ผู้ประกอบการต้องแยกให้ชัดว่า สถานะทางบัญชีกับการพิจารณา VAT เป็นคนละประเด็นกัน

แม้ในทางบัญชีเงินจำนวนนี้จะยังถูกบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้า แต่ในด้าน VAT เงิน Advance ที่ได้รับจากบริการรับเหมาก่อสร้างเกี่ยวข้องกับฐานภาษี และความรับผิดของ VAT สำหรับบริการมีหลักเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงิน ดังนั้นเงิน 1,000,000 บาทแรกจึงต้องนำมาสะสมเพื่อพิจารณาว่ารายรับของกิจการถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทแล้วหรือไม่

มุมมองจากกล่องทองการบัญชี ผู้รับเหมาที่มีสัญญามูลค่าสูงควรติดตามยอดเงินรับสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ควรรอจนเงินเข้าบัญชีใกล้ 1.8 ล้านบาทแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ เพราะยอดรายได้ทางบัญชีกับยอดที่ใช้ติดตามหน้าที่ด้าน VAT อาจไม่เหมือนกัน

5. เมื่อรายรับสะสมเกินเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ทำให้ยอดเงินรับสะสมจากสัญญาก่อสร้างรวมเป็น 2,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท

รายการจำนวน
เงินล่วงหน้างวดแรก 1,000,000 บาท
เงินล่วงหน้างวดที่สอง 1,000,000 บาท
รายรับสะสม 2,000,000 บาท
เกณฑ์ VAT 1,800,000 บาท
ส่วนที่เกินเกณฑ์ 200,000 บาท

ตามกรณีศึกษา วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นวันที่รายรับสะสมเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท แนววินิจฉัยสำหรับกิจการรับเหมาก่อสร้างที่บทความต้นฉบับนำมาใช้อธิบายระบุว่า เมื่อรายรับเกินเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสีย VAT ในส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาท

หากเงินที่ได้รับเป็นราคาก่อน VAT ส่วนที่เกินในตัวอย่างเท่ากับ 200,000 บาท และ VAT 7% เท่ากับ 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากสัญญาระบุว่าราคาค่าก่อสร้างรวม VAT หรือรวมภาษีทุกประเภทไว้แล้ว วิธีพิจารณาจำนวนที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้ว่าจ้างอาจแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบข้อความในสัญญาประกอบ

6. เงินล่วงหน้างวดที่สองต้องรับรู้เป็นรายได้ทันทีหรือไม่

แม้เงินที่เข้าบัญชีรวมกันจะมีจำนวน 2,000,000 บาทแล้ว แต่หากยังไม่มีผลงานก่อสร้างเกิดขึ้น การได้รับเงินไม่ได้ทำให้บริษัทต้องรับรู้รายได้ค่าก่อสร้างทั้ง 2,000,000 บาทโดยอัตโนมัติ เงิน Advance งวดที่สองจึงยังบันทึกในลักษณะเดียวกับงวดแรก

รายการบัญชีเดบิตเครดิต
เงินฝากธนาคาร 970,000  
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 30,000  
เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง   1,000,000

หลังจากรับเงินสองงวด บริษัทจึงมีเงินรับล่วงหน้าสะสม 2,000,000 บาท และหากผู้ว่าจ้างหักภาษี 3% ทั้งสองครั้ง บริษัทจะมีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายสะสม 60,000 บาท

7. รายได้งานก่อสร้างควรรับรู้เมื่อใด

หัวใจของประเด็นนี้อยู่ที่การแยก “เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว” ออกจาก “รายได้ค่าก่อสร้างที่กิจการควรรับรู้” เพราะยอดเงินที่ได้รับจากลูกค้าอาจมากหรือน้อยกว่ามูลค่างานที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาเดียวกัน

บทความต้นฉบับอ้างหลักเกณฑ์ในคำสั่ง ท.ป.1/2528 ข้อ 3.6 ซึ่งกำหนดให้การคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างพิจารณาตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป

ตัวอย่าง หากมูลค่าสัญญาก่อสร้างทั้งโครงการเท่ากับ 10,000,000 บาท และเมื่อถึงสิ้นปีมีงานก่อสร้างที่เสร็จแล้ว 40% รายได้สะสมที่ควรนำมาพิจารณาจึงอยู่ที่ประมาณ 4,000,000 บาท ไม่ใช่ดูเพียงว่าลูกค้าได้จ่ายเงินมาแล้ว 2,000,000 บาทหรือ 3,000,000 บาท

คำแนะนำจาก บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างควรติดตามมูลค่าสัญญา ผลงานสะสม และต้นทุนของแต่ละโครงการควบคู่กับยอดเงินรับ เพราะหากใช้สเตทเมนต์ธนาคารเป็นเกณฑ์รับรู้รายได้เพียงอย่างเดียว ตัวเลขรายได้และกำไรของแต่ละรอบบัญชีอาจไม่สะท้อนผลงานจริงของโครงการ

8. ซื้อวัสดุก่อนและหลังจด VAT มีผลต่างกันอย่างไร

ประเด็นภาษีซื้อเป็นอีกเรื่องที่ผู้รับเหมาซึ่งเริ่มกิจการโดยยังไม่ได้จด VAT ต้องให้ความสำคัญ หากซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนวันที่สถานะการจดทะเบียน VAT มีผล แม้ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและมี VAT รวมอยู่ในราคาซื้อ ภาษีซื้อดังกล่าวอาจไม่สามารถนำมาเครดิตกับภาษีขายได้ตามหลักเกณฑ์

ในทางบัญชี VAT ที่ไม่สามารถเรียกคืนได้จึงต้องพิจารณารวมเข้าเป็นต้นทุนของวัสดุหรือต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ส่วนการซื้อที่เกิดขึ้นภายหลังจากกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT แล้ว และได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อที่มีสิทธิสามารถแยกบันทึกเพื่อนำไปหักกับภาษีขายได้

ผู้รับเหมาที่มีรายรับกำลังเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาทจึงควรติดตามสถานะการจด VAT ล่วงหน้า ไม่ควรรอให้ยอดเงินรับเกินเกณฑ์แล้วจึงเริ่มพิจารณาเรื่องเอกสารและภาษีซื้อ

9. การหักคืน Advance เมื่อเบิกค่างวด

สัญญาก่อสร้างโดยทั่วไปอาจกำหนดให้ผู้ว่าจ้างจ่าย Advance ก่อนเริ่มงาน และเมื่อมีผลงานในแต่ละงวด ผู้ว่าจ้างจะทยอยหักคืนเงิน Advance จากค่างวดที่ต้องจ่ายให้ผู้รับเหมา

เมื่อเงิน Advance เคยถูกนำไปพิจารณาภาษีแล้ว การจ่ายค่างวดภายหลังต้องพิจารณาฐาน VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากส่วนที่เหลือหลังหัก Advance ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการนำเงินจำนวนเดียวกันมาคำนวณซ้ำ

รายละเอียดจำนวนเงิน
มูลค่างานงวดหนึ่ง 3,000,000 บาท
หักคืน Advance 600,000 บาท
ยอดที่เหลือหลังหัก Advance 2,400,000 บาท

กิจการจึงควรจัดทำตาราง Advance Recovery แยกเป็นรายงวดและรายโครงการ เพื่อให้ยอดที่หักคืนสามารถเชื่อมโยงกับใบแจ้งหนี้ การคำนวณ VAT และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง

10. Retention หรือเงินประกันผลงานต้องจัดการอย่างไร

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่พบได้บ่อยในสัญญาก่อสร้างคือการที่ผู้ว่าจ้างหักเงินประกันผลงาน หรือ Retention เช่น 5% ของค่างวด และเก็บไว้จนกว่าจะพ้นระยะรับประกันผลงาน

Retention มีลักษณะแตกต่างจาก Advance อย่างชัดเจน เพราะ Advance คือเงินที่ผู้รับเหมาได้รับล่วงหน้า ส่วน Retention คือเงินที่ผู้ว่าจ้างยังไม่ได้จ่ายให้ผู้รับเหมาในทันที ตามเนื้อหาต้นฉบับ การพิจารณา VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายของ Retention จึงสัมพันธ์กับจังหวะที่ได้รับชำระเงินคืนในภายหลัง

ในทางบัญชี Retention ไม่ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่ควรติดตามเป็นลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสิทธิที่กิจการจะได้รับคืนเมื่อเงื่อนไขตามสัญญาครบถ้วน

11. อากรแสตมป์ของสัญญารับเหมาก่อสร้าง

นอกจาก VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังต้องให้ความสำคัญกับอากรแสตมป์ สัญญารับเหมาก่อสร้างเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยต้นฉบับระบุอัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท และผู้รับจ้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร

สำหรับตราสารจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ ผู้รับเหมาจึงควรตรวจสอบเรื่องอากรแสตมป์ตั้งแต่วันที่จัดทำสัญญา ไม่ควรรอจนถึงช่วงปิดบัญชีจึงเริ่มดำเนินการ

12. ข้อมูลที่ควรเตรียมสำหรับปิดบัญชีสิ้นปี

การปิดบัญชีของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไม่ควรดูเพียงยอดเงินเข้าออกจากบัญชีธนาคาร เพราะเงินที่รับจากลูกค้าบางส่วนอาจเป็น Advance ขณะที่วัสดุบางรายการอาจยังไม่ได้ใช้ในงาน และงานบางส่วนอาจเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน

ณ วันสิ้นรอบบัญชี กิจการควรสามารถระบุได้ว่ามูลค่าสัญญาของแต่ละโครงการเท่าใด งานทำเสร็จแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเท่าใด ประมาณการต้นทุนที่ต้องใช้จนจบโครงการอีกเท่าใด มี Advance คงเหลือเท่าใด มี Retention เท่าใด และมีค่างานที่รับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บหรือไม่

ข้อสังเกตจากกล่องทองการบัญชี หากกิจการจัดเก็บข้อมูลแยกรายโครงการตั้งแต่ต้น การปิดบัญชีจะไม่ต้องย้อนกลับไปไล่หาว่าเงินก้อนใดเป็นของโครงการใด หรือวัสดุและค่าแรงรายการใดเกี่ยวข้องกับงานใด ข้อมูลจึงควรเชื่อมโยงกับโครงการตั้งแต่วันที่เกิดรายการ

13. เงินเข้าบัญชีไม่ได้หมายความว่าเป็นรายได้ทั้งหมด

กรณีศึกษาที่บริษัทได้รับ Advance 1,000,000 บาทในเดือนเมษายน และอีก 1,000,000 บาทในเดือนกรกฎาคม แสดงให้เห็นชัดว่าเงินก้อนเดียวกันต้องถูกมองในหลายมิติ ไม่สามารถใช้ยอดเงินเข้าบัญชีเป็นคำตอบสำหรับทุกเรื่องได้

ด้านการบันทึกบัญชี

เงิน Advance อาจยังเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง หากกิจการยังไม่ได้สร้างผลงานตามสัญญา จึงไม่ควรนำยอดเงินรับทั้งหมดไปบันทึกเป็นรายได้ค่าก่อสร้างโดยอัตโนมัติ

ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การจ่าย Advance สำหรับงานรับเหมาก่อสร้างมีหลักให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% โดยภาษีที่ถูกหักไว้เป็นเครดิตภาษีของบริษัทผู้รับเหมา

ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม

เงิน Advance มีผลต่อการพิจารณาฐานภาษีและยอดรายรับสะสม เมื่อยอดถึงระดับที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท กิจการต้องพิจารณาหน้าที่ด้าน VAT ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล

รายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างต้องพิจารณาตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ใช้ยอดเงินเข้าธนาคารเป็นรายได้โดยอัตโนมัติ

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจึงควรวางระบบบัญชีแบบ Project Accounting หรือ Job Costing ตั้งแต่เริ่มโครงการ และติดตาม Advance, Progress Billing, Retention, VAT, WHT และต้นทุนของแต่ละโครงการให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

14. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง

รับเงินล่วงหน้าแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน ต้องลงเป็นรายได้หรือไม่

โดยหลักไม่ควรถือว่าการได้รับเงินเพียงอย่างเดียวทำให้ต้องบันทึกรายได้ค่าก่อสร้างทั้งหมดทันที หากยังไม่มีเนื้องานเกิดขึ้น เงินดังกล่าวอาจมีสถานะเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง และจึงต้องพิจารณาการรับรู้รายได้ตามผลงานที่เกิดขึ้น

Advance งานก่อสร้างถูกหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การจ่ายเงิน Advance สำหรับงานรับเหมาก่อสร้างมีหลักให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% ตามรายละเอียดที่ต้นฉบับอ้างอิงจากคำสั่ง ป.73/2541

เมื่อรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต้องพิจารณา VAT หรือไม่

หากรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท จะเกิดหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย และสำหรับตัวอย่างกิจการรับเหมาก่อสร้างในบทความ มีการพิจารณาภาษีในส่วนของรายรับที่เกินเกณฑ์ดังกล่าว

เงินมัดจำกับ Advance เหมือนกันหรือไม่

ต้องพิจารณาจากสาระของสัญญาและข้อเท็จจริง ไม่ควรดูจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว หากเงินที่เรียกว่า “มัดจำ” สามารถนำไปหักจากค่าก่อสร้างในอนาคต เงินดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นค่าบริการรับล่วงหน้าหรือ Advance และมีผลทางภาษีตามข้อเท็จจริงนั้น

รายได้งานก่อสร้างดูจากยอดเบิกค่างวดได้หรือไม่

ไม่ควรใช้ยอดเบิกค่างวดหรือยอดเงินที่ได้รับเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เพราะการคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างต้องพิจารณาตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จตามวิธีการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

15. สรุปแนวทางสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความซับซ้อนกว่าการดูเพียงว่าเงินเข้าบัญชีเมื่อใด เพราะวันที่รับเงิน วันที่เกิด VAT วันที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย วันที่เบิกค่างวด และวันที่ควรรับรู้รายได้ทางบัญชีอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน

หากกิจการไม่มีระบบติดตามที่ดี อาจเกิดปัญหารับรู้รายได้ผิดงวด จด VAT ล่าช้า ใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ถูกคำนวณภาษีซ้ำ หรือทำให้กำไรของแต่ละโครงการคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

การวางระบบบัญชีจึงควรเริ่มก่อนรับเงิน Advance โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงหรือกิจการที่รายรับกำลังเข้าใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท การแยกข้อมูลเป็นรายโครงการจะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงสัญญา เงินรับ ค่างวด ต้นทุน ภาษี และผลงานที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ

บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด ให้บริการด้านบัญชี ภาษี และการวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยให้ความสำคัญกับการจัดระบบข้อมูล Advance, Progress Billing, Retention, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้นทุนแยกรายโครงการ เพื่อช่วยให้กิจการสามารถติดตามข้อมูลได้อย่างถูกต้องและรองรับการปิดบัญชีรวมถึงการยื่นภาษีอย่างเป็นระบบ

หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การพิจารณาทางบัญชีและภาษีควรตรวจสอบเงื่อนไขของสัญญา ลักษณะเงินที่ได้รับ สถานะของผู้ว่าจ้าง และข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการประกอบ

16. กฎหมายและเอกสารอ้างอิง

กฎหมาย มาตรฐาน และเอกสารที่บทความต้นฉบับนำมาใช้ประกอบเนื้อหา

  • คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำหรือเงินจอง
  • คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 3.6 เรื่องการคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ
  • หนังสือกรมสรรพากร กค 0811/4503 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและ VAT กรณีหักคืนเงินรับล่วงหน้า
  • หนังสือกรมสรรพากร กค 0702/พ./400 เรื่องการจดทะเบียน VAT และฐานภาษีกรณีผู้รับเหมาก่อสร้างมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
  • บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 4 จ้างทำของ กรมสรรพากร
  • มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 สภาวิชาชีพบัญชี

ติดตามเราได้ที่