เจาะลึกภาษีค่า Freight และ Local Charges: นักบัญชี Import-Export ต้องบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย?
- 1. ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่า Freight ระหว่างประเทศในการนำเข้าและส่งออก
- 2. หลักเกณฑ์ VAT และข้อควรระวังในการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับ Local Charges
- 3. การจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าขนส่งในประเทศ (Trucking Charge)
- 4. ฐานภาษี Import VAT และแนวทางปฏิบัติที่ผู้นำเข้ามักมองข้าม
- 5. มาตรฐานการบัญชีและตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก
ในการดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออก ผู้ประกอบการมักจะต้องพบกับใบแจ้งหนี้จาก Freight Forwarder หรือ Shipping Company ที่รวมค่าใช้จ่ายหลากหลายประเภทไว้ในเอกสารฉบับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Ocean Freight, Air Freight, THC, D/O Fee, Documentation Fee, Customs Clearance Fee, Trucking Charge หรือ Handling Fee ซึ่งรายการเหล่านี้มีหลักเกณฑ์ทางภาษีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) หากนักบัญชีขาดความเข้าใจเชิงลึกและบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวนมหาศาล บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด จึงได้รวบรวมแนวทางและหลักปฏิบัติทางภาษีที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรมาอธิบายอย่างเป็นระบบในบทความนี้ครับ
1. ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่า Freight ระหว่างประเทศในการนำเข้าและส่งออก
สำหรับค่าระวางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight) นั้น จะต้องพิจารณาแยกตามกิจกรรมของธุรกิจอย่างชัดเจน โดยในกรณีของการส่งออกสินค้า (Export Freight) ซึ่งเป็นการให้บริการขนส่งจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ เช่น ค่าระวางเรือไปสหรัฐอเมริกา หรือค่าระวางเครื่องบินไปญี่ปุ่น กฎหมายกำหนดให้ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (2) ซึ่งผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทยจะออกใบกำกับภาษีอัตรา 0% ให้แก่กิจการ
ในทางตรงกันข้าม กรณีที่เป็นการนำเข้าสินค้า (Import Freight) ค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศที่เรียกเก็บโดยสายเรือหรือสายการบินต่างประเทศ โดยทั่วไปจะไม่อยู่ในฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย เอกสารที่ได้รับมักจะอยู่ในรูปแบบของ Invoice, Debit Note หรือ Freight Bill ที่ไม่มีการเรียกเก็บ VAT 7% ทำให้ผู้นำเข้าไม่สามารถนำยอดดังกล่าวมาเครดิตเป็นภาษีซื้อได้ อย่างไรก็ดี หากมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมในประเทศไทยโดย Freight Forwarder ไทย จะต้องนำค่าบริการส่วนนั้นมาพิจารณาแยกต่างหาก
คำแนะนำจากกล่องทองการบัญชี: “แม้ว่าค่า Freight สำหรับการนำเข้าจะไม่อยู่ในฐาน VAT ไทย แต่อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) จะต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบตามสถานะทางกฎหมายของผู้รับเงินและอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ของแต่ละประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการนำส่งภาษีครับ”
2. หลักเกณฑ์ VAT และข้อควรระวังในการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับ Local Charges
Local Charges หรือค่าใช้จ่ายส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย เช่น Terminal Handling Charge (THC), Documentation Fee, D/O Fee, Customs Clearance Fee, Handling Fee และ Service Charge แม้จะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งระหว่างประเทศ แต่ตามแนววินิจฉัยของกรมสรรพากร ถือเป็นการให้บริการที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป
ประเด็นสำคัญที่นักบัญชีมักเข้าใจผิดคือ การคิดว่า Local Charges ทุกประเภทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เสมอไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จะต้องแยกแยะประเภทสัญญาให้ชัดเจน โดยกลุ่มที่เป็นค่าบริการโดยตรง เช่น Customs Clearance, Handling Fee, Documentation Fee หรือ Service Fee จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
แต่สำหรับกรณีที่เป็นการเรียกเก็บเงินคืนตามจ่ายจริง (Disbursement) เช่น ค่า Port Charge, ค่า Seal, ค่า Lift On/Lift Off หรือค่า Storage หาก Freight Forwarder ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สำรองจ่ายแทนไปก่อนและเรียกเก็บเงินคืนตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยไม่มีการบวกกำไรหรือค่าบริการเพิ่มเติม รายการเหล่านี้อาจไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย กิจการจึงจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดใน Invoice และเอกสารแนบทุกครั้งก่อนทำการจ่ายเงิน
3. การจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าขนส่งในประเทศ (Trucking Charge)
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งตู้สินค้า ค่ารถหัวลาก หรือการกระจายสินค้าภายในประเทศ (Trucking Charge) มีหลักเกณฑ์ทางภาษีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครณ์ โดยรายการดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่หากผู้ให้บริการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย กิจการผู้รับบริการมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) ในอัตรา 1%
- ค่าขนส่งทางบกภายในประเทศได้รับการยกเว้น VAT 7%
- ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) ในอัตรา 1% เมื่อจ่ายให้แก่นิติบุคคลไทย
- ต้องจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (มาตรา 50 ทวิ) ให้ถูกต้องครบถ้วน
4. ฐานภาษี Import VAT และแนวทางปฏิบัติที่ผู้นำเข้ามักมองข้าม
นอกเหนือไปจากภาระค่า Freight และ Local Charges แล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าจะต้องเผชิญคือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า (Import VAT) ซึ่งต้องชำระให้แก่กรมศุลกากร ณ ขณะที่นำสินค้าเข้าประเทศ โดยการคำนวณฐานภาษีเพื่อเสีย VAT นั้น จะคำนวณมาจาก มูลค่า CIF (ราคาของรวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง) บวกด้วยอากรขาเข้า และภาษีสรรพสามิตรวมถึงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด (ถ้ามี)
ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระให้แก่กรมศุลกากรตามใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรนั้น กิจการสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อเพื่อเครดิตหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนเงินภาษีได้ตามปกติ หากกิจการนั้นประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสิทธิทางกฎหมายในการขอเครดิตภาษีซื้ออย่างถูกต้อง
มุมมองจากกล่องทองการบัญชี: “การตรวจสอบความถูกต้องของใบเสร็จกรมศุลกากร ทั้งชื่อผู้ประกอบการ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และการกระทบยอดฐานภาษี CIF ถือเป็นระบบควบคุมภายในที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการนำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้โดยไม่เจตนาครับ”
5. มาตรฐานการบัญชีและตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก
ในทางบัญชี การบันทึกรายการจ่ายเงินสำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออกมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ต้นทุนของสินค้าคงเหลือจะต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อให้สินค้านั้นอยู่ในสถานที่และสภาพปัจจุบันพร้อมที่จะขายได้ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการนำเข้า เช่น Freight ขาเข้า, ค่าประกันภัยขนส่งสินค้า รวมถึง Local Charges ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการนำเข้า จึงต้องนำมาบันทึกรับรู้เป็นต้นทุนของสินค้าคงเหลือ (ในกรณีที่สินค้านั้นยังไม่ได้ขายออกไป)
● ตัวอย่างการบันทึกบัญชีฝั่งการนำเข้าสินค้า (Import Journal Entry)
สมมติรายการ: มีค่า Ocean Freight 50,000 บาท, Local Charges 5,000 บาท และมี VAT ของ Local Charges 350 บาท (กรณีสินค้ายังไม่ได้จำหน่าย)
เดบิต สินค้าคงเหลือ 55,000
เดบิต ภาษีซื้อ 350
เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 650
เครดิต เจ้าหนี้การค้า 54,700
● ตัวอย่างการบันทึกบัญชีฝั่งการส่งออกสินค้า (Export Journal Entry)
สมมติรายการ: มีค่า Ocean Freight 60,000 บาท, Local Charges 4,000 บาท และมี VAT ของ Local Charges 280 บาท
เดบิต ค่าขนส่งสินค้าส่งออก 64,000
เดบิต ภาษีซื้อ 280
เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 720
เครดิต เงินสดหรือเจ้าหนี้การค้า 63,560
ข้อแตกต่างสำคัญคือ ค่า Freight และค่าใช้จ่ายขาออกสำหรับการส่งออกสินค้า จะไม่มีการนำไปรวมเป็นต้นทุนสินค้าเนื่องจากกิจกรรมเกิดขึ้นภายหลังที่สินค้าพร้อมขายแล้ว จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในการขายประจำงวดในบัญชีค่าขนส่งสินค้าส่งออกแทน
ตารางสรุปหลักเกณฑ์การคำนวณ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT)
| รายการค่าใช้จ่าย | ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) |
|---|---|---|
| Export Freight (ส่งออก) | VAT 0% | 1% (กรณีผู้รับเงินเป็นนิติบุคคลไทย) |
| Import Freight ต่างประเทศ (นำเข้า) | ไม่อยู่ในฐานภาษี VAT ของไทย | พิจารณาตามสถานะผู้รับเงินและข้อตกลง DTA |
| Local Charges (กรณีเป็นค่าบริการ) | VAT 7% | 3% |
| Trucking ในประเทศ (ค่าขนส่งทางบก) | ได้รับยกเว้น VAT | 1% |
| ค่าใช้จ่ายสำรองจ่ายแทน (Disbursement) | พิจารณาตามจริงแยกเป็นกรณี | อาจไม่ต้องหักภาษี (หากเป็นเพียงการจ่ายแทนจริง) |
บทสรุปเชิงลึกโดย บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด
การตรวจสอบเอกสารใบแจ้งหนี้และ Invoice จาก Freight Forwarder อย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยไม่ดูเพียงยอดรวม ถือเป็นหน้าที่สำคัญของนักบัญชีและผู้ประกอบการ การจำแนกประเภทค่าใช้จ่ายออกจากกันอย่างเป็นระบบ ทั้งค่า Freight ระหว่างประเทศ, Local Charges, Trucking Charge, Disbursement และ Import VAT จะช่วยให้กิจการสามารถคำนวณและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างถูกต้อง หักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างครบถ้วน ตลอดจนบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลือได้สอดคล้องตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้อย่างยั่งยืนครับ
หากธุรกิจของท่านมีการนำเข้าและส่งออกสินค้าเป็นประจำ และกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการวางระบบบัญชีและภาษีให้ถูกต้องและเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลโดยทีมงานมืออาชีพอย่างครบวงจร เพื่อให้งบการเงินของท่านถูกต้องและพร้อมรองรับการตรวจสอบในอนาคตครับ

