DBD และสรรพากรเอาจริง! ผู้ทำบัญชีชี้แจงงบไม่ได้ เสี่ยงถูกเพิกถอนใบอนุญาต

DBD และสรรพากรตรวจสอบบัญชีเข้มข้น: ผู้ทำบัญชีชี้แจงงบการเงินไม่ได้ เสี่ยงต่อบทลงโทษทางวิชาชีพอย่างไร?

ตัวเลขในงบการเงินไม่ควรเป็นเพียงยอดคงเหลือที่บันทึกไว้ถูกช่อง แต่ต้องมีที่มาและหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย ประเด็นดังกล่าวเป็นสาระที่ผู้ทำบัญชีและเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของทุน ซึ่งต้องสามารถอธิบายความเป็นมาของรายการได้อย่างชัดเจน

บทความต้นทางกล่าวถึงงานสัมมนาร่วมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสรรพากร (RD) เรื่อง “แกะปมประเด็นรายจ่ายสู่ความถูกต้องทางบัญชีและภาษีอากร” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ประเด็นที่นำมาพิจารณาในบทความนี้คืออำนาจตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ ความรับผิดชอบทางจรรยาบรรณ และวิธีเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงงบการเงิน

1. ทำไมการชี้แจงตัวเลขในงบการเงินจึงสำคัญ

การจัดทำงบการเงินต้องอาศัยมากกว่าการรวบรวมยอดจากบัญชีแยกประเภท เพราะเมื่อมีการตรวจสอบ ผู้ทำบัญชีอาจต้องอธิบายได้ว่ารายการเกิดขึ้นอย่างไร มีเอกสารใดรองรับ และเหตุใดจึงบันทึกบัญชีในลักษณะนั้น โดยเฉพาะรายการที่มีผลต่อฐานะการเงินของกิจการ

หากไม่สามารถอธิบายที่มาของตัวเลขหรือไม่พบหลักฐานประกอบ ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความล่าช้าในการตอบข้อซักถามเท่านั้น แต่อาจนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดตามกฎหมายหรือจรรยาบรรณได้ ทั้งนี้ การชี้แจงไม่ได้เพียงอย่างเดียวยังไม่อาจสรุปโดยอัตโนมัติว่าผู้ทำบัญชีมีความผิดหรือจะถูกเพิกถอนการขึ้นทะเบียน

2. DBD และกรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบอย่างไร

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 24 ให้อำนาจสารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชีสั่งเป็นหนังสือให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผู้ทำบัญชี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ และให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือผู้ทำบัญชีส่งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีมาตรวจสอบได้ จึงควรเก็บเอกสารให้พร้อมต่อการเรียกตรวจ ไม่ใช่จัดเตรียมเมื่อเกิดข้อสงสัยแล้วเท่านั้น

กรมสรรพากร (RD)

ด้านภาษีอากร ประมวลรัษฎากรมาตรา 19 ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกและขอให้แสดงบัญชีหรือพยานหลักฐานตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด บทความต้นทางยังอ้างถึงมาตรา 73 ด้วย อย่างไรก็ดี ขอบเขตอำนาจและขั้นตอนย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรตีความว่าทุกกรณีสามารถเรียกผู้ทำบัญชีหรือใช้บทลงโทษแบบเดียวกันได้

ข้อควรเข้าใจ: อำนาจขอเอกสารหรือเรียกชี้แจงเป็นกระบวนการตรวจสอบ ส่วนการลงโทษทางจรรยาบรรณเป็นอีกกระบวนการหนึ่งซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

3. “ตัดคะแนน” กับบทลงโทษทางจรรยาบรรณต่างกันอย่างไร

คำว่า “ตัดคะแนน” ที่ปรากฏในบทความต้นทางเป็นถ้อยคำอธิบายความเสี่ยงต่อประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่ชื่อบทลงโทษสี่ระดับตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 โดยตรง จึงควรแยกคำเรียกทั่วไปออกจากโทษตามกฎหมายให้ชัดเจน

เมื่อมีข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบวิชาชีพลงรายการโดยขาดเอกสารรองรับ หรือปกปิดข้อมูลสำคัญ อาจเกิดประเด็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส และความระมัดระวังรอบคอบในการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องพิจารณาตามกระบวนการทางจรรยาบรรณเป็นรายกรณี

ระดับโทษทางจรรยาบรรณตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 49 ได้แก่

  1. ตักเตือนเป็นหนังสือ — แจ้งให้ผู้ประกอบวิชาชีพรับทราบข้อบกพร่องตามคำสั่ง
  2. ภาคทัณฑ์ — เป็นอีกระดับของโทษทางจรรยาบรรณ
  3. พักใช้ใบอนุญาต พักการขึ้นทะเบียน หรือห้ามประกอบวิชาชีพด้านที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณ — มีระยะเวลาตามคำสั่งและข้อกฎหมาย
  4. เพิกถอนใบอนุญาต เพิกถอนการขึ้นทะเบียน หรือให้พ้นจากการเป็นสมาชิก — เป็นโทษที่มีผลร้ายแรงต่อสถานะทางวิชาชีพ

ข้อควรระวัง: อย่าสรุปว่าการตอบข้อซักถามไม่ได้ครั้งเดียวทำให้เกิดโทษระดับใดทันที การพิจารณาความผิดและระดับโทษต้องอาศัยพฤติการณ์และกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

4. รายการบัญชีที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

รายการในหมวดสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของทุนเป็นจุดที่บทความต้นทางเน้นให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบที่มาของยอดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะสามลักษณะต่อไปนี้

  • เงินกู้ยืมกรรมการ: ควรมีเอกสารที่อธิบายรายการและการบันทึกบัญชีได้สอดคล้องกัน
  • ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ที่อาจไม่มีตัวตนจริง: ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่องความมีอยู่จริงของรายการและหลักฐานประกอบ
  • การตีราคาทรัพย์สิน: ควรสามารถชี้แจงที่มาของตัวเลขและเหตุผลของรายการปรับปรุงบัญชีได้

ความเสี่ยงร่วมกันของรายการเหล่านี้คือ หากบันทึกตัวเลขไว้โดยไม่เหลือร่องรอยการพิจารณา ผู้ทำบัญชีอาจอธิบายเหตุผลของยอดในงบการเงินได้ยาก แม้จะย้อนกลับไปดูสมุดบัญชีแล้วก็ตาม

5. แนวทางเตรียม Working Paper และหลักฐานชี้แจง

กระดาษทำการบัญชี (Working Paper) เป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงที่มาของยอดและเหตุผลของรายการปรับปรุง บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด เสนอให้ใช้กระดาษทำการเป็นหลักฐานประกอบการวิเคราะห์ในแต่ละรายการ แทนการเก็บเพียงยอดสรุปปลายงวด

  1. บันทึกที่มาของรายการปรับปรุง: อธิบายเหตุผลและความเชื่อมโยงกับยอดบัญชีที่ได้รับผลกระทบ
  2. จัดเก็บเอกสารอ้างอิงให้สัมพันธ์กับรายการ: โดยเน้นรายการเงินกู้ยืมกรรมการ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และการตีราคาทรัพย์สิน
  3. ตรวจความสอดคล้องก่อนสรุปงบ: พิจารณาว่าตัวเลข เอกสารรองรับ และคำชี้แจงอธิบายเรื่องเดียวกันได้หรือไม่

เมื่อกระดาษทำการและเอกสารประกอบเชื่อมโยงกัน ผู้ทำบัญชีจะติดตามที่มาของรายการและเตรียมคำอธิบายต่อข้อซักถามได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น

6. มุมมองและคำแนะนำจากกล่องทองการบัญชี

ข้อสังเกตจาก บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด คุณภาพของงานบัญชีไม่ควรวัดจากการจัดทำงบการเงินเสร็จเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาความสามารถในการอธิบายตัวเลขสำคัญได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อยอดนั้นมีผลต่อสินทรัพย์ หนี้สิน หรือส่วนของทุน

กล่องทองการบัญชีเห็นว่าแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมคือการตรวจเอกสารตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ พร้อมทำกระดาษทำการรองรับการปรับปรุงบัญชี ไม่รอจนได้รับหนังสือเรียกตรวจสอบจึงเริ่มรวบรวมหลักฐาน วิธีนี้ช่วยให้การทำบัญชีมีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดความคลาดเคลื่อนเมื่อต้องชี้แจงข้อเท็จจริง

สำหรับเจ้าของกิจการ ประเด็นที่ควรให้ความร่วมมือกับผู้ทำบัญชีคือการส่งมอบเอกสารที่แท้จริงและครบถ้วน เพราะแม้ผู้ทำบัญชีจะจัดระบบบันทึกได้ดี แต่หากรายการต้นทางไม่มีหลักฐานยืนยัน การอธิบายความถูกต้องของงบการเงินย่อมทำได้ยาก

7. สรุปและเอกสารอ้างอิง

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ผู้ทำบัญชีต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยให้ความสำคัญกับหลักฐานประกอบบัญชีและคำอธิบายรายการ โดยเฉพาะยอดเงินกู้ยืมกรรมการ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และการตีราคาทรัพย์สิน ความเสี่ยงด้านจรรยาบรรณเป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่การลงโทษไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการถูกสอบถามหรือชี้แจงไม่ครบถ้วน

บริษัท กล่องทองการบัญชี จำกัด แนะนำให้ตรวจทานเอกสารและกระดาษทำการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดทำงบการเงินไม่ได้จบลงเพียงตัวเลขที่รายงาน แต่มีข้อมูลรองรับที่สามารถชี้แจงได้ด้วย

กฎหมายและเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาต้นทาง
  • พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 โดยเฉพาะมาตรา 22 และ 24 — เอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 73 — ให้พิจารณาขอบเขตการใช้บังคับของแต่ละมาตราตามข้อเท็จจริง
  • พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 49 — โทษทางจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากประเด็นในเอกสารต้นฉบับเพื่อให้ความรู้ทั่วไป โดยปรับถ้อยคำอ้างอิงกฎหมายบางส่วนเพื่อความถูกต้อง การวินิจฉัยความรับผิดต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นรายกรณี

บทความทางบัญชี

ติดตามเราได้ที่